<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-34907968</id><updated>2011-04-21T14:39:16.319-07:00</updated><title type='text'>หัวใจคนจร</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://keeratisarakorn.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34907968/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://keeratisarakorn.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>keerati</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14015346416280789004</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://i105.photobucket.com/albums/m239/sarakorn/q_4798.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>4</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34907968.post-115907131052333325</id><published>2006-09-23T21:09:00.000-07:00</published><updated>2006-09-23T21:15:10.533-07:00</updated><title type='text'>จดหมายฉบับเดียว</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4030/3874/1600/DSC02521.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4030/3874/320/DSC02521.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เคยคิดเล่นๆว่า อะไรที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงบางอย่างจากตัวเราไปได้&lt;br /&gt;ไม่รู้ว่าคือสิ่งใด เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับอาจเป็นรอยยิ้ม คำหวาน คำสบถ หรือแม้แต่คำขอให้รอฉันได้รับจดหมายจากคนที่เคยบอกให้รอ 1 ฉบับ&lt;br /&gt;ใจความสำคัญบอกไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;**สบายดี และมีความสุข กับใครอื่นที่ฉันไม่รู้จัก**&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอแล้วใช่ไหมกับคำที่เคยบอกให้รอเมื่อวานหมอกชัดเจนแม้ในเวลาบ่าย ฉันเอารายงานมานั่งอ่านและนั่งแก้ที่โรงอาหารธรรมศาสตร์ ทั้งที่น่าจะนั่งในห้องสมุดที่ศิลปากร แต่ทำไม่ได้ มันเอียน ฉันเจ็บปวดและไม่มีที่นั่ง หลายอย่างที่ฉันเห็น ฉันเสียดาย ไม่ใช่ไม่อยากเรียนจบ แต่ฉันยังรู้สึกกับใครอีกคน คนที่ได้แต่มองไปจะสามปีแล้วท้องฟ้าเป็นสีขาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนจะทุ่มหนึ่งแล้ว ฟ้าจะเป็นสีเทาหม่นเล็กน้อยเท่านั้นเองฝนคงไม่ตกวันนี้กับจดหมายหนึ่งฉบับที่อ่านแล้ว...ได้แต่ยิ้มยิ้มให้กับอิสระ ที่เฝ้าหามานานการรอคอยอะไรสักอย่าง รอใครสักคน มันทรมานมาก กับความหวังที่ไม่รู้ว่าปลายทางจะออกมาเป็นแบบไหน ทั้งที่ในใจก็ลุ้นอยู่อย่างนั้นว่า เขาจะกลับมา...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ไม่สิ จดหมายมันบอกมาแล้ว ว่าไม่ควรรอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคยคิดเล่นๆว่า อะไรที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงบางอย่างจากตัวเราไปได้จดหมายมั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จดหมายฉบับนั้นฉบับเดียวเปลี่ยนความรู้สึกและการรอได้แล้วเมื่อวานนี้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/34907968-115907131052333325?l=keeratisarakorn.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34907968/posts/default/115907131052333325'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34907968/posts/default/115907131052333325'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://keeratisarakorn.blogspot.com/2006/09/blog-post_115907131052333325.html' title='จดหมายฉบับเดียว'/><author><name>keerati</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14015346416280789004</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://i105.photobucket.com/albums/m239/sarakorn/q_4798.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34907968.post-115903176887980261</id><published>2006-09-23T10:13:00.000-07:00</published><updated>2006-09-23T10:16:08.883-07:00</updated><title type='text'>ความแปรเปลี่ยนเป็นจุดยืนที่มั่นคง</title><content type='html'>เรายืนคนละที่ เราจึงมีจุดยืนที่ต่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีคนตั้งคำถามถึงคำว่า ‘จุดยืน’ในความคิดของผม ผมจะตอบเขาอย่างไรดี ในเมื่อผมเองก็ยังไม่เข้าใจคำถามที่แท้...กับคำตอบที่ยังไม่เข้าใจคำถาม ผมว่าเราเริ่มยืนอยู่กันคนละจุดแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทัศนคติของคนเช่นผม ผู้ที่มีหน้าที่การงานเกี่ยวข้องกับตัวหนังสือ ข่าวสาร และบทความของนักคิดนักเขียนมากมาย ผมค้นพบว่า เขาเหล่านั้นมีมาตรฐานการถ่ายทอดผลงานที่ต่างกัน หรือมาตรวัดในใจผมต่างหากที่ไม่เคยเท่ากัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมีความเชื่อในใจส่วนลึกที่ว่า มนุษย์เราสามารถเรียนรู้หลากสิ่งรอบตัวได้เท่าเทียมกัน หากผู้นั้น อยู่ในภาวะแวดล้อม ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ หลายปีมานี้ผมเลือกดำเนินชีวิตทางนั้น ผมเข้ามาเรียนในคณะโบราณคดี สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ และเหตุผลแท้จริงน่าขบขันมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นคือ “ผมไม่มีอะไรทำ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นึกย้อนวันที่ผมเริ่มอ่านหนังสือที่ผมไม่เคยทำความรู้จักด้วยเลย เริ่มต้นท่องจำเพื่อหวังจะตอบคำถามได้คะแนนพอผ่านเข้าไปนั่งเรียน แก้ปัญหาว่างงานของตัวเองผมจำได้แค่ช่วงแรกเท่านั้น ผมโชคดีที่สอบติด อาจเป็นเพราะการท่องจำของผมใช้การได้ดีในเวลานั้นกระมังแต่แล้วเมื่ออาจารย์ท่านหนึ่งยิงคำถามผมว่า จบแล้วคิดจะไปทำอะไร..ผมอึกอักที่จะตอบ ในเมื่อสิ่งที่เรียกว่า จุดยืนของผมคือการวาดภาพประกอบตามหน้าหนังสือ ถูกลดทอนบทบาทลงด้วยงานวิจัยทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สามปีกับงานวิจัย การทำรายงาน การออกสำรวจ การเก็บข้อมูล ผมได้วาดภาพเพียงเล็กน้อย และใช้ไม่ได้กับงานภาพประกอบ หรือการนำไปสมัครงานในสายงานนี้ ผมยังเฝ้าปลอบใจตัวเองว่า นี่คือแนวทางใหม่ที่แสนวิเศษ มันคือโลกทัศน์ที่สวยหรูและน้อยคนจะได้สัมผัส....... พระเจ้า(ผมขออนุญาตจอร์จอุทานบ้างเถอะ) กับการที่คณะของผมรับนักศึกษาปีละสิบกว่าคน แน่นอนมหาบัณฑิตที่จบมาในสายงานนี้ต้องน้อยลงตามส่วน เพียงแค่นี้เองที่ทำให้ผมโน้มใจคิดลำพองในความเป็นอัตลักษณ์ลมๆแล้งๆของผมเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดยืนของผมอยู่ตรงไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งที่ตั้งใจแล้วทีเดียวว่าจะเดินทางสายพาณิชย์ศิลป์ที่ใกล้เคียงความเป็นศิลปินมากที่สุด แต่แล้วทุกวันนี้ ผมยังมีบทความต้องเขียนส่งบรรณาธิการนิตยสารทุกเดือน ยังเขียนเรื่องสั้นอย่างที่ชอบ เขียนบทกลอนตามอารมณ์ ไหนเล่าจุดยืนอันน่ารักสมัยก่อน มันหายไปไหนเสียแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อจุดยืนของผมเปลี่ยนไป แน่ละว่า มาตรฐานของสิ่งอื่นย่อมเปลี่ยนตาม การที่ใครสักคนถามถึงเรื่องจุดยืนกับผม นับว่าเป็นคำถามที่เสียดแทงหัวใจผมอย่างล้นเหลือ ก็ในเมื่อผมกลายเป็นคนไม่มีจุดยืนที่แน่ หรือการที่ผมไม่มีคือจุดยืนที่แท้เทียวกับสิ่งไหนอย่างนั้นคือจุดยืนของผมเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดยืนในตัวคน...ผมเชื่อว่าไม่ได้มีจุดเดียว ผมว่ามันยืดหยุ่นบนมาตรแห่งการแปรเปลี่ยน เลื่อนไหล และไม่เคยนิ่งเลย หากวันหนึ่ง คนที่หากินอยู่กับการหลอกลวงจะกลับเปลี่ยนเป็นคนสุจริต นี่คือการเปลี่ยนจุดยืนที่มืดมนมาเป็นความโปร่งใสสุภาพสามัญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้เราจึงได้พบใครต่อใครพลิกลิ้นคำเคยพูดนานา เพียงเพราะมีจุดยืนอยู่ที่ความเปลี่ยนแปลง ผมก็เช่นกัน วันนี้ผมเป็นพนักงานตัวเล็กๆของบริษัท วันหน้าผมอาจอยากเป็นคนซ่อมหนังสือในห้องสมุดก็ได้ หากนาฬิกาชีวิตของผมหมุนเลขไปจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุด เท่านี้ ผมก็เปลี่ยนจุดยืนแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเป็นอะไรไปหากเราจะไร้จุดยืนที่แท้ เราเพียงเรียนรู้ความพอเหมาะและเป็นจุดที่ไม่ทำร้ายใคร ไม่ว่าอยู่จุดไหน ไม่จำเป็นต้องยืนยันทั้งชีวิต พวกเราต่างมีความสุขกันได้ คุณว่าไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2006-09-12 09:39:12/กีรติ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/34907968-115903176887980261?l=keeratisarakorn.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34907968/posts/default/115903176887980261'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34907968/posts/default/115903176887980261'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://keeratisarakorn.blogspot.com/2006/09/blog-post_115903176887980261.html' title='ความแปรเปลี่ยนเป็นจุดยืนที่มั่นคง'/><author><name>keerati</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14015346416280789004</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://i105.photobucket.com/albums/m239/sarakorn/q_4798.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34907968.post-115903143281733492</id><published>2006-09-23T10:07:00.000-07:00</published><updated>2006-09-23T10:11:52.363-07:00</updated><title type='text'>ของขวัญจากฟ้า</title><content type='html'>เบื้องนอกช่างต่างจากบรรยากาศภายใน ต่างกันเสียจนอดคิดไม่ได่ว่า หากปราศจากหลังคาแล้ว ตัวเราจะเปียกปอนสักเพียงไหนในห้องทำงานทุกอย่างไม่ต่างจากเมื่อเวลาก่อนหน้าก่อนที่สายฝนจะเทกระหน่ำเช่นในเวลานี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มู่ลี่ถูกแง้มเผยเรื่องราวภายนอกห้องกระจกใสที่กระเซ็นละอองฝนไม่แน่ใจว่าภายนอกห้องจะเย็นกว่าภายในที่มีเครื่องทำความเย็นหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งหนึ่งที่เห็นคือความโกลาหล ไม่แน่ว่าอาจเป็นความชื่นบานของไม้พันธุ์นานาฟ้ากระจ่างและมีแดด ทั้งที่สายฝนยังบรรเลงเพลงอย่างไม่รู้เหนื่อยเสียงกระทบใบไม้คงกลายเป็นดนตรีทำนองแปลก ฉันเคยได้ยินตอนเด็กไพเราะและน่าขับร้องเพลงที่คิดใหม่สดสักเพลงคลอไปด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความต่างในบรรยากาศ อย่างการกระหน่ำของสายฝนซึ่งมากับแดดจ้าและฟ้าใสอีกไม่ช้า รุ้งคงออกมาวาดตัวโค้งคำนับพฤติกรรมของธรรมชาติช่างพอเหมาะและขัดกันอย่างกลมกลืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บรรยากาศบนโต๊ะทำงาน ดำเนินไปตามกรอบที่ควรจะเป็นหัวใจของคนที่ทำงานเช่นฉัน ทำ-หยุด-ทำ ไปกับจังหวะของลมฝน&lt;br /&gt;ยามนี้ฉันอยากออกไปสูดอากาศภายนอก มากกว่ารับรู้ความเย็นแบบเดิมเช่นทุกวันซึ่งมันชินชาปราศจากการเชื่อมรับความเป็นจริงของคืนวันภายนอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางสิ่งบางอย่าง ขัดแย้งกันอย่างสมบูรณ์ และเป็นสิ่งยืนยันตัวตนบางประการหากแต่บางครั้ง การโอนอ่อนหรือคล้อมตาม นำพาซึ่งความขาดไร้และสูญเสียซึ่งความงามของชีวิต ฉันยินดีลงเอยสิ่งต่างด้วยการเรียนรู้ รับรู้เรื่องราว หาใช่เป็นการอยู่ในภาวะเรียบเฉยเมยต่อสิ่งแปรปรวนภายนอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝนหยุดลงเมื่อสักครู่ ท้องฟ้าสีใสอย่างที่ควรเป็นอีกครั้ง ใบไม้สะอาดปราศจากฝุ่นฉันมองเห็นสีเขียวที่ลอดเล็ดช่องมู่ลี่อันเป็นสิ่งปิดกั้นโลกทำงานกับความจริงของความฝันฉันได้กลิ่นไอดิน...อย่างที่เคยมันเกิดก่อจากความหลังครั้งเก่า เม็ดดินอ่อนนุ่ม ครั้งฉันหยิบจับปั้นเป็นก้อนกลับมาบ้าน"คุณพ่อขา ปั้นกอลิล่าให้อ้อยหน่อยสิ"พ่อปั้นไม่ถึงนาที กอลิล่าออกมาจากรูปในหนังสือ ทุกวันนี้ฉันยังเก็บมันไว้ กอลิล่าแข็งราวกับหิน.. มันปราศจากความชื้น คงรูปและริ้วมือของพ่ออย่างมั่นคงแต่ที่อยู่คงทนมากกว่า คือความรู้สึก ความรู้สึกที่มีต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่นึกกี่ครั้ง พ่อก็อยู่ใกล้ๆเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือนี่อาจเป็นของขวัญจากฟ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2006-09-18 17:46:40/กีรติ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/34907968-115903143281733492?l=keeratisarakorn.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34907968/posts/default/115903143281733492'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34907968/posts/default/115903143281733492'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://keeratisarakorn.blogspot.com/2006/09/blog-post_23.html' title='ของขวัญจากฟ้า'/><author><name>keerati</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14015346416280789004</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://i105.photobucket.com/albums/m239/sarakorn/q_4798.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34907968.post-115902921106242613</id><published>2006-09-23T09:27:00.000-07:00</published><updated>2006-09-23T09:33:31.070-07:00</updated><title type='text'>ความรักของหิ่งห้อย</title><content type='html'>ดวงไฟเล็กๆสว่างวาบกระพริบแสงลอยเอื่อยเหนือคุ้งน้ำ คุ้งที่อีกไม่ช้าจะกลายเป็นถนน ในเมื่อการคมนาคมเปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่างไปมากแล้ว จำเป็นเหลือเกินที่ต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งเก่าที่แม้จะมีคุณค่าต่อบางสิ่ง แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์ในแนวทางเดียวกัน จำเป็นต้องทำลายความรู้สึก ความผูกพันของใครบางคน สิ่งที่ว่านี้ เกิดขึ้นเพราะความเจริญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไกลออกไปจากคุ้งน้ำ มีบ้านไม้หลังเล็กๆ ที่บ้านมียายแก่และหลานสาววัย 10 ขวบอาศัยอยู่เพียงลำพัง เด็กน้อยผู้มีชื่อว่า พริม เธอสงสัยต่อสิ่งที่พบ แสงนั้นเหมือนดวงดาวบนฟ้า สีของดวงไฟดวงเล็ก ทำเธอเฝ้ามองจนหลับไปด้วยความเหนื่อยล้ามาทั้งวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พริม ทำงานหนักตั้งแต่เด็ก ท่าน้ำที่ใกล้บ้านที่สุดเป็นสถานที่ที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี แม่ของเธอไปทำงานในเมืองตั้งแต่เธออายุ 5 ขวบ เธอไม่เคยเห็นหน้าพ่อ แต่ยายยืนยันว่าพ่อของเธอเป็นภารโรงที่โรงเรียนในตัวเมือง ทั้งที่ใครอื่นไม่เคยเอ่ยถึงพ่อของเธอเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระป๋องน้ำพลาสติกบรรจุน้ำคลองเดินทางมาสู่บ้านไม้หลังเล็กด้วยแขนน้อยๆของพริม ท่อนแขนโก่งโค้งงอเพื่อสอดรับกับน้ำหนักของน้ำในกระป๋องที่ตักมาปริ่มล้น หกเป็นระลอกระหว่างเป็นเส้นทางยาวจากท่าน้ำถึงบ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พริมไม่ได้ไปโรงเรียนขาดเรียนมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เธอช่วยยายเก็บผักบุ้ง และช่วยตักน้ำไว้ใช้ ยายเลี้ยงพริมตามประสา อาหารการกินไม่สมบูรณ์นัก พริมร่างกายผอมกว่าเด็กในวันเดียวกัน ผมสั้นกุดเป็นฝีมือของยายที่ตัดเพราะป้องกันเหา เผยให้เห็นโครงหน้าที่มีรอบตอบแม้ว่าจะเป็นเด็ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“พริมเอ๊ย มากินข้าวได้แล้วลูก เดี๋ยวเย็นชืดหมด มาเร็วลูกมา” ยายเรียกพริมให้มากินข้าวที่อุ่นจากที่เหลือค้างเมื่อวาน “ยายจ๋า พริมอยากไปดูดวงไฟใกล้ๆจังเลย ดาวดวงเล็กๆลอยไปมาเต็มไปหมด พริมอยากไปดูใกล้ๆ คืนนี้ยายพามาพริมมาได้ไหมจ๊ะ”“อยากมาดูหิ่งห้อยหรือ กลางค่ำกลางคืน ใครเขาออกมาข้างนอกกันเล่า เอาไว้โตอีกหน่อย จะออกมาดูก็ไม่เป็นไร งูเงี้ยวมากัดเอาจะลำบาก กินข้าว..ลูก แล้วไปอาบน้ำ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใจของพริมเฝ้ารอวันที่เธอจะไปไหนมาไหนในเวลาค่ำได้ ดูแลยายได้มากกว่านี้ เธออยากเข้าไปดูดาวที่ลอยไป – มาเหนือน้ำนั้น เธอจำได้ว่า เมื่อตอน 5 ขวบ ก่อนที่แม่จะไปทำงาน แม่อาบน้ำให้เธอที่ท่าน้ำนี้ เธอเห็นหิ่งห้อยลอบวนรอบๆ ทำให้ค่ำคืนไม่ว้างเปล่าดำมืดจนเกินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกครั้งที่เธอเห็นแสงวาบไหวนั้น เธอคิดถึงแม่“ยายจ๋า พริมคิดถึงแม่จังเลย เมื่อไหร่แม่จะกลับมาจ๊ะยาย” ยายนอนข้างๆ พัดใบลานกวัดไกวไปตามจังหวะคามแรงเหวี่ยงวงแขนของหญิงชรา ความเงียบกล่อมให้เด็กน้อยหลับไปทั้งน้ำตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;000&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันคืนผ่านมานานเท่าใด...ใบหน้าของเด็กหญิงพริมเปลี่ยนแปลงไปบ้าง อวบอิ่มเติบโตตามวัยแรกรุ่น ไม่ทิ้งร่องรอยของความกร้านเกร็งเมื่อครั้งยังเด็ก พริมไว้ผมยาวสมปรารถนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ยายจ๋า พริมคิดถึงแม่จังเลย เมื่อไหร่แม่จะกลับมาจ๊ะยาย” เธอฝันซ้ำๆถึงเรื่องราวครั้งเก่า ทั้งที่ประโยคเหล่านั้นไม่มีความจำเป็นอีกแล้วในวันนี้ วันที่เธออยู่ใกล้ชิดแม่ น้ำตาของหญิงสาวแห้งไปเมื่อกลางดึก ข่าวการจากไปของยายทำเธอใจหาย จนวันนี้เธอยังไม่เคยเข้าใกล้ดวงดาวที่ลอยไปมาเหนือคุ้งน้ำนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถนนตัดผ่าน การเดินทางไปมาสะดวกแต่มันสายเกินไปกับการจากมา พริมย้ายเข้ามาเรียนหนังสือในเมือง อาศัยอยู่กับแม่ และน้องๆที่เกิดกับพ่อเลี้ยง ส่วนยายนั้น พริมไม่เคยได้พบกันอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธรรมชาติของดวงดาวที่วาวแสงได้เองคล้ายคลึงกันกับหิ่งห้อย นั่นคือการฉายแสงตลอดเวลา ทว่าจะมองเห็นว่าแสงนั้นวูบไหวอย่างไร จำเป็นต้องดับแสงที่แรงกล้ากว่า นั่นคือตะวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แสงจึงแสดงตัวต่อเมื่อเวลากลางคืน ในเวลาที่ความมืดโหยหาแสงสว่าง แสงที่ด้อยแรงดูจะเป็นความหวังตลอดราตรีพริมเคยคิดถึงแม่เมื่อมองเห็นหิ่งห้อย ความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างการเฝ้ามอง อ้อมกอดของแม่ ทำเธอคิดถึงเหตุการณ์รอบตัว และสิ่งสุดท้ายนั่นคือดวงดาวหิ่งห้อยทั้งที่หิ่งห้อยเปล่งแสงเสมอ ทั้งที่แสงสว่างที่อบอุ่นที่สุดไม่เคยห่างหาย กว่าพริมจะเข้าใจ ความรักที่เฝ้ารอการกลับมาของเธอก็หมดแรงคอย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีหิ่งห้อยกลางถนน พริมสะอื้นในลำคอวันเผาศพยาย ระลึกว่า ระหว่างที่เธออยู่กับแม่ในเมือง ระหว่างนั้น ยายคิดถึงพริมมากมายแค่ไหน นิทานของยายใครกันที่ได้ฟัง ลมจากพัดใบลาน กระป๋องน้ำ และดวงดาวหิ่งห้อย ที่เคยรบเร้าให้ยายพาไปดูใกล้เพียงเพื่อบรรเทาความคิดถึงแม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่นั้น ทุกครั้งที่ความมืดมนเข้ามาในชีวิต พริมอดทนและคิดถึงดวงไฟเล็กๆที่เป็นสิ่งยืนยันความรักที่มอบให้เธอ คิดถึงหิ่งห้อย ดวงไฟเล็กๆและเรื่องราวความรักที่ไม่เคยมีวันอับแสง.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2006-09-21 00:54:00/กีรติ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/34907968-115902921106242613?l=keeratisarakorn.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34907968/posts/default/115902921106242613'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34907968/posts/default/115902921106242613'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://keeratisarakorn.blogspot.com/2006/09/blog-post.html' title='ความรักของหิ่งห้อย'/><author><name>keerati</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14015346416280789004</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://i105.photobucket.com/albums/m239/sarakorn/q_4798.jpg'/></author></entry></feed>
