Saturday, September 23, 2006

จดหมายฉบับเดียว


เคยคิดเล่นๆว่า อะไรที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงบางอย่างจากตัวเราไปได้
ไม่รู้ว่าคือสิ่งใด เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ

อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับอาจเป็นรอยยิ้ม คำหวาน คำสบถ หรือแม้แต่คำขอให้รอฉันได้รับจดหมายจากคนที่เคยบอกให้รอ 1 ฉบับ
ใจความสำคัญบอกไว้

**สบายดี และมีความสุข กับใครอื่นที่ฉันไม่รู้จัก**

พอแล้วใช่ไหมกับคำที่เคยบอกให้รอเมื่อวานหมอกชัดเจนแม้ในเวลาบ่าย ฉันเอารายงานมานั่งอ่านและนั่งแก้ที่โรงอาหารธรรมศาสตร์ ทั้งที่น่าจะนั่งในห้องสมุดที่ศิลปากร แต่ทำไม่ได้ มันเอียน ฉันเจ็บปวดและไม่มีที่นั่ง หลายอย่างที่ฉันเห็น ฉันเสียดาย ไม่ใช่ไม่อยากเรียนจบ แต่ฉันยังรู้สึกกับใครอีกคน คนที่ได้แต่มองไปจะสามปีแล้วท้องฟ้าเป็นสีขาว

จนจะทุ่มหนึ่งแล้ว ฟ้าจะเป็นสีเทาหม่นเล็กน้อยเท่านั้นเองฝนคงไม่ตกวันนี้กับจดหมายหนึ่งฉบับที่อ่านแล้ว...ได้แต่ยิ้มยิ้มให้กับอิสระ ที่เฝ้าหามานานการรอคอยอะไรสักอย่าง รอใครสักคน มันทรมานมาก กับความหวังที่ไม่รู้ว่าปลายทางจะออกมาเป็นแบบไหน ทั้งที่ในใจก็ลุ้นอยู่อย่างนั้นว่า เขาจะกลับมา...

แต่ไม่สิ จดหมายมันบอกมาแล้ว ว่าไม่ควรรอ

เคยคิดเล่นๆว่า อะไรที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงบางอย่างจากตัวเราไปได้จดหมายมั้ง

จดหมายฉบับนั้นฉบับเดียวเปลี่ยนความรู้สึกและการรอได้แล้วเมื่อวานนี้

ความแปรเปลี่ยนเป็นจุดยืนที่มั่นคง

เรายืนคนละที่ เราจึงมีจุดยืนที่ต่าง

มีคนตั้งคำถามถึงคำว่า ‘จุดยืน’ในความคิดของผม ผมจะตอบเขาอย่างไรดี ในเมื่อผมเองก็ยังไม่เข้าใจคำถามที่แท้...กับคำตอบที่ยังไม่เข้าใจคำถาม ผมว่าเราเริ่มยืนอยู่กันคนละจุดแล้ว

ในทัศนคติของคนเช่นผม ผู้ที่มีหน้าที่การงานเกี่ยวข้องกับตัวหนังสือ ข่าวสาร และบทความของนักคิดนักเขียนมากมาย ผมค้นพบว่า เขาเหล่านั้นมีมาตรฐานการถ่ายทอดผลงานที่ต่างกัน หรือมาตรวัดในใจผมต่างหากที่ไม่เคยเท่ากัน

ผมมีความเชื่อในใจส่วนลึกที่ว่า มนุษย์เราสามารถเรียนรู้หลากสิ่งรอบตัวได้เท่าเทียมกัน หากผู้นั้น อยู่ในภาวะแวดล้อม ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ หลายปีมานี้ผมเลือกดำเนินชีวิตทางนั้น ผมเข้ามาเรียนในคณะโบราณคดี สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ และเหตุผลแท้จริงน่าขบขันมาก

นั่นคือ “ผมไม่มีอะไรทำ”

นึกย้อนวันที่ผมเริ่มอ่านหนังสือที่ผมไม่เคยทำความรู้จักด้วยเลย เริ่มต้นท่องจำเพื่อหวังจะตอบคำถามได้คะแนนพอผ่านเข้าไปนั่งเรียน แก้ปัญหาว่างงานของตัวเองผมจำได้แค่ช่วงแรกเท่านั้น ผมโชคดีที่สอบติด อาจเป็นเพราะการท่องจำของผมใช้การได้ดีในเวลานั้นกระมังแต่แล้วเมื่ออาจารย์ท่านหนึ่งยิงคำถามผมว่า จบแล้วคิดจะไปทำอะไร..ผมอึกอักที่จะตอบ ในเมื่อสิ่งที่เรียกว่า จุดยืนของผมคือการวาดภาพประกอบตามหน้าหนังสือ ถูกลดทอนบทบาทลงด้วยงานวิจัยทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์

สามปีกับงานวิจัย การทำรายงาน การออกสำรวจ การเก็บข้อมูล ผมได้วาดภาพเพียงเล็กน้อย และใช้ไม่ได้กับงานภาพประกอบ หรือการนำไปสมัครงานในสายงานนี้ ผมยังเฝ้าปลอบใจตัวเองว่า นี่คือแนวทางใหม่ที่แสนวิเศษ มันคือโลกทัศน์ที่สวยหรูและน้อยคนจะได้สัมผัส....... พระเจ้า(ผมขออนุญาตจอร์จอุทานบ้างเถอะ) กับการที่คณะของผมรับนักศึกษาปีละสิบกว่าคน แน่นอนมหาบัณฑิตที่จบมาในสายงานนี้ต้องน้อยลงตามส่วน เพียงแค่นี้เองที่ทำให้ผมโน้มใจคิดลำพองในความเป็นอัตลักษณ์ลมๆแล้งๆของผมเอง

จุดยืนของผมอยู่ตรงไหน

ทั้งที่ตั้งใจแล้วทีเดียวว่าจะเดินทางสายพาณิชย์ศิลป์ที่ใกล้เคียงความเป็นศิลปินมากที่สุด แต่แล้วทุกวันนี้ ผมยังมีบทความต้องเขียนส่งบรรณาธิการนิตยสารทุกเดือน ยังเขียนเรื่องสั้นอย่างที่ชอบ เขียนบทกลอนตามอารมณ์ ไหนเล่าจุดยืนอันน่ารักสมัยก่อน มันหายไปไหนเสียแล้ว

เมื่อจุดยืนของผมเปลี่ยนไป แน่ละว่า มาตรฐานของสิ่งอื่นย่อมเปลี่ยนตาม การที่ใครสักคนถามถึงเรื่องจุดยืนกับผม นับว่าเป็นคำถามที่เสียดแทงหัวใจผมอย่างล้นเหลือ ก็ในเมื่อผมกลายเป็นคนไม่มีจุดยืนที่แน่ หรือการที่ผมไม่มีคือจุดยืนที่แท้เทียวกับสิ่งไหนอย่างนั้นคือจุดยืนของผมเอง

จุดยืนในตัวคน...ผมเชื่อว่าไม่ได้มีจุดเดียว ผมว่ามันยืดหยุ่นบนมาตรแห่งการแปรเปลี่ยน เลื่อนไหล และไม่เคยนิ่งเลย หากวันหนึ่ง คนที่หากินอยู่กับการหลอกลวงจะกลับเปลี่ยนเป็นคนสุจริต นี่คือการเปลี่ยนจุดยืนที่มืดมนมาเป็นความโปร่งใสสุภาพสามัญ

ทุกวันนี้เราจึงได้พบใครต่อใครพลิกลิ้นคำเคยพูดนานา เพียงเพราะมีจุดยืนอยู่ที่ความเปลี่ยนแปลง ผมก็เช่นกัน วันนี้ผมเป็นพนักงานตัวเล็กๆของบริษัท วันหน้าผมอาจอยากเป็นคนซ่อมหนังสือในห้องสมุดก็ได้ หากนาฬิกาชีวิตของผมหมุนเลขไปจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุด เท่านี้ ผมก็เปลี่ยนจุดยืนแล้ว

จะเป็นอะไรไปหากเราจะไร้จุดยืนที่แท้ เราเพียงเรียนรู้ความพอเหมาะและเป็นจุดที่ไม่ทำร้ายใคร ไม่ว่าอยู่จุดไหน ไม่จำเป็นต้องยืนยันทั้งชีวิต พวกเราต่างมีความสุขกันได้ คุณว่าไหม

2006-09-12 09:39:12/กีรติ

ของขวัญจากฟ้า

เบื้องนอกช่างต่างจากบรรยากาศภายใน ต่างกันเสียจนอดคิดไม่ได่ว่า หากปราศจากหลังคาแล้ว ตัวเราจะเปียกปอนสักเพียงไหนในห้องทำงานทุกอย่างไม่ต่างจากเมื่อเวลาก่อนหน้าก่อนที่สายฝนจะเทกระหน่ำเช่นในเวลานี้

มู่ลี่ถูกแง้มเผยเรื่องราวภายนอกห้องกระจกใสที่กระเซ็นละอองฝนไม่แน่ใจว่าภายนอกห้องจะเย็นกว่าภายในที่มีเครื่องทำความเย็นหรือเปล่า

สิ่งหนึ่งที่เห็นคือความโกลาหล ไม่แน่ว่าอาจเป็นความชื่นบานของไม้พันธุ์นานาฟ้ากระจ่างและมีแดด ทั้งที่สายฝนยังบรรเลงเพลงอย่างไม่รู้เหนื่อยเสียงกระทบใบไม้คงกลายเป็นดนตรีทำนองแปลก ฉันเคยได้ยินตอนเด็กไพเราะและน่าขับร้องเพลงที่คิดใหม่สดสักเพลงคลอไปด้วยกัน

ความต่างในบรรยากาศ อย่างการกระหน่ำของสายฝนซึ่งมากับแดดจ้าและฟ้าใสอีกไม่ช้า รุ้งคงออกมาวาดตัวโค้งคำนับพฤติกรรมของธรรมชาติช่างพอเหมาะและขัดกันอย่างกลมกลืน

บรรยากาศบนโต๊ะทำงาน ดำเนินไปตามกรอบที่ควรจะเป็นหัวใจของคนที่ทำงานเช่นฉัน ทำ-หยุด-ทำ ไปกับจังหวะของลมฝน
ยามนี้ฉันอยากออกไปสูดอากาศภายนอก มากกว่ารับรู้ความเย็นแบบเดิมเช่นทุกวันซึ่งมันชินชาปราศจากการเชื่อมรับความเป็นจริงของคืนวันภายนอก

บางสิ่งบางอย่าง ขัดแย้งกันอย่างสมบูรณ์ และเป็นสิ่งยืนยันตัวตนบางประการหากแต่บางครั้ง การโอนอ่อนหรือคล้อมตาม นำพาซึ่งความขาดไร้และสูญเสียซึ่งความงามของชีวิต ฉันยินดีลงเอยสิ่งต่างด้วยการเรียนรู้ รับรู้เรื่องราว หาใช่เป็นการอยู่ในภาวะเรียบเฉยเมยต่อสิ่งแปรปรวนภายนอก

ฝนหยุดลงเมื่อสักครู่ ท้องฟ้าสีใสอย่างที่ควรเป็นอีกครั้ง ใบไม้สะอาดปราศจากฝุ่นฉันมองเห็นสีเขียวที่ลอดเล็ดช่องมู่ลี่อันเป็นสิ่งปิดกั้นโลกทำงานกับความจริงของความฝันฉันได้กลิ่นไอดิน...อย่างที่เคยมันเกิดก่อจากความหลังครั้งเก่า เม็ดดินอ่อนนุ่ม ครั้งฉันหยิบจับปั้นเป็นก้อนกลับมาบ้าน"คุณพ่อขา ปั้นกอลิล่าให้อ้อยหน่อยสิ"พ่อปั้นไม่ถึงนาที กอลิล่าออกมาจากรูปในหนังสือ ทุกวันนี้ฉันยังเก็บมันไว้ กอลิล่าแข็งราวกับหิน.. มันปราศจากความชื้น คงรูปและริ้วมือของพ่ออย่างมั่นคงแต่ที่อยู่คงทนมากกว่า คือความรู้สึก ความรู้สึกที่มีต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่นึกกี่ครั้ง พ่อก็อยู่ใกล้ๆเสมอ

หรือนี่อาจเป็นของขวัญจากฟ้า

2006-09-18 17:46:40/กีรติ

ความรักของหิ่งห้อย

ดวงไฟเล็กๆสว่างวาบกระพริบแสงลอยเอื่อยเหนือคุ้งน้ำ คุ้งที่อีกไม่ช้าจะกลายเป็นถนน ในเมื่อการคมนาคมเปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่างไปมากแล้ว จำเป็นเหลือเกินที่ต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งเก่าที่แม้จะมีคุณค่าต่อบางสิ่ง แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์ในแนวทางเดียวกัน จำเป็นต้องทำลายความรู้สึก ความผูกพันของใครบางคน สิ่งที่ว่านี้ เกิดขึ้นเพราะความเจริญ

ไกลออกไปจากคุ้งน้ำ มีบ้านไม้หลังเล็กๆ ที่บ้านมียายแก่และหลานสาววัย 10 ขวบอาศัยอยู่เพียงลำพัง เด็กน้อยผู้มีชื่อว่า พริม เธอสงสัยต่อสิ่งที่พบ แสงนั้นเหมือนดวงดาวบนฟ้า สีของดวงไฟดวงเล็ก ทำเธอเฝ้ามองจนหลับไปด้วยความเหนื่อยล้ามาทั้งวัน

พริม ทำงานหนักตั้งแต่เด็ก ท่าน้ำที่ใกล้บ้านที่สุดเป็นสถานที่ที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี แม่ของเธอไปทำงานในเมืองตั้งแต่เธออายุ 5 ขวบ เธอไม่เคยเห็นหน้าพ่อ แต่ยายยืนยันว่าพ่อของเธอเป็นภารโรงที่โรงเรียนในตัวเมือง ทั้งที่ใครอื่นไม่เคยเอ่ยถึงพ่อของเธอเลย

กระป๋องน้ำพลาสติกบรรจุน้ำคลองเดินทางมาสู่บ้านไม้หลังเล็กด้วยแขนน้อยๆของพริม ท่อนแขนโก่งโค้งงอเพื่อสอดรับกับน้ำหนักของน้ำในกระป๋องที่ตักมาปริ่มล้น หกเป็นระลอกระหว่างเป็นเส้นทางยาวจากท่าน้ำถึงบ้าน

พริมไม่ได้ไปโรงเรียนขาดเรียนมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เธอช่วยยายเก็บผักบุ้ง และช่วยตักน้ำไว้ใช้ ยายเลี้ยงพริมตามประสา อาหารการกินไม่สมบูรณ์นัก พริมร่างกายผอมกว่าเด็กในวันเดียวกัน ผมสั้นกุดเป็นฝีมือของยายที่ตัดเพราะป้องกันเหา เผยให้เห็นโครงหน้าที่มีรอบตอบแม้ว่าจะเป็นเด็ก

“พริมเอ๊ย มากินข้าวได้แล้วลูก เดี๋ยวเย็นชืดหมด มาเร็วลูกมา” ยายเรียกพริมให้มากินข้าวที่อุ่นจากที่เหลือค้างเมื่อวาน “ยายจ๋า พริมอยากไปดูดวงไฟใกล้ๆจังเลย ดาวดวงเล็กๆลอยไปมาเต็มไปหมด พริมอยากไปดูใกล้ๆ คืนนี้ยายพามาพริมมาได้ไหมจ๊ะ”“อยากมาดูหิ่งห้อยหรือ กลางค่ำกลางคืน ใครเขาออกมาข้างนอกกันเล่า เอาไว้โตอีกหน่อย จะออกมาดูก็ไม่เป็นไร งูเงี้ยวมากัดเอาจะลำบาก กินข้าว..ลูก แล้วไปอาบน้ำ”

ใจของพริมเฝ้ารอวันที่เธอจะไปไหนมาไหนในเวลาค่ำได้ ดูแลยายได้มากกว่านี้ เธออยากเข้าไปดูดาวที่ลอยไป – มาเหนือน้ำนั้น เธอจำได้ว่า เมื่อตอน 5 ขวบ ก่อนที่แม่จะไปทำงาน แม่อาบน้ำให้เธอที่ท่าน้ำนี้ เธอเห็นหิ่งห้อยลอบวนรอบๆ ทำให้ค่ำคืนไม่ว้างเปล่าดำมืดจนเกินไป

ทุกครั้งที่เธอเห็นแสงวาบไหวนั้น เธอคิดถึงแม่“ยายจ๋า พริมคิดถึงแม่จังเลย เมื่อไหร่แม่จะกลับมาจ๊ะยาย” ยายนอนข้างๆ พัดใบลานกวัดไกวไปตามจังหวะคามแรงเหวี่ยงวงแขนของหญิงชรา ความเงียบกล่อมให้เด็กน้อยหลับไปทั้งน้ำตา

000

วันคืนผ่านมานานเท่าใด...ใบหน้าของเด็กหญิงพริมเปลี่ยนแปลงไปบ้าง อวบอิ่มเติบโตตามวัยแรกรุ่น ไม่ทิ้งร่องรอยของความกร้านเกร็งเมื่อครั้งยังเด็ก พริมไว้ผมยาวสมปรารถนา

“ยายจ๋า พริมคิดถึงแม่จังเลย เมื่อไหร่แม่จะกลับมาจ๊ะยาย” เธอฝันซ้ำๆถึงเรื่องราวครั้งเก่า ทั้งที่ประโยคเหล่านั้นไม่มีความจำเป็นอีกแล้วในวันนี้ วันที่เธออยู่ใกล้ชิดแม่ น้ำตาของหญิงสาวแห้งไปเมื่อกลางดึก ข่าวการจากไปของยายทำเธอใจหาย จนวันนี้เธอยังไม่เคยเข้าใกล้ดวงดาวที่ลอยไปมาเหนือคุ้งน้ำนั้น

ถนนตัดผ่าน การเดินทางไปมาสะดวกแต่มันสายเกินไปกับการจากมา พริมย้ายเข้ามาเรียนหนังสือในเมือง อาศัยอยู่กับแม่ และน้องๆที่เกิดกับพ่อเลี้ยง ส่วนยายนั้น พริมไม่เคยได้พบกันอีก

ธรรมชาติของดวงดาวที่วาวแสงได้เองคล้ายคลึงกันกับหิ่งห้อย นั่นคือการฉายแสงตลอดเวลา ทว่าจะมองเห็นว่าแสงนั้นวูบไหวอย่างไร จำเป็นต้องดับแสงที่แรงกล้ากว่า นั่นคือตะวัน

แสงจึงแสดงตัวต่อเมื่อเวลากลางคืน ในเวลาที่ความมืดโหยหาแสงสว่าง แสงที่ด้อยแรงดูจะเป็นความหวังตลอดราตรีพริมเคยคิดถึงแม่เมื่อมองเห็นหิ่งห้อย ความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างการเฝ้ามอง อ้อมกอดของแม่ ทำเธอคิดถึงเหตุการณ์รอบตัว และสิ่งสุดท้ายนั่นคือดวงดาวหิ่งห้อยทั้งที่หิ่งห้อยเปล่งแสงเสมอ ทั้งที่แสงสว่างที่อบอุ่นที่สุดไม่เคยห่างหาย กว่าพริมจะเข้าใจ ความรักที่เฝ้ารอการกลับมาของเธอก็หมดแรงคอย

ไม่มีหิ่งห้อยกลางถนน พริมสะอื้นในลำคอวันเผาศพยาย ระลึกว่า ระหว่างที่เธออยู่กับแม่ในเมือง ระหว่างนั้น ยายคิดถึงพริมมากมายแค่ไหน นิทานของยายใครกันที่ได้ฟัง ลมจากพัดใบลาน กระป๋องน้ำ และดวงดาวหิ่งห้อย ที่เคยรบเร้าให้ยายพาไปดูใกล้เพียงเพื่อบรรเทาความคิดถึงแม่

ตั้งแต่นั้น ทุกครั้งที่ความมืดมนเข้ามาในชีวิต พริมอดทนและคิดถึงดวงไฟเล็กๆที่เป็นสิ่งยืนยันความรักที่มอบให้เธอ คิดถึงหิ่งห้อย ดวงไฟเล็กๆและเรื่องราวความรักที่ไม่เคยมีวันอับแสง.

2006-09-21 00:54:00/กีรติ